Skip to main content

ข้อสัญญาห้ามประกอบอาชีพแข่ง (Non-Compete) หลังเลิกจ้าง: เกณฑ์ความเป็นธรรมตามกฎหมายไทย

ปรับปรุงเนื้อหา:

ข้อสัญญาห้ามประกอบอาชีพแข่ง (Non-Compete) หลังเลิกจ้าง: เกณฑ์ความเป็นธรรมตามกฎหมายไทย

นายจ้างจำนวนมากใส่ข้อตกลงห้ามลูกจ้างไปทำงานกับคู่แข่งหลังเลิกจ้าง โดยเชื่อว่าลงนามแล้วบังคับได้เต็มที่ ขณะที่ลูกจ้างหลายคนเชื่อตรงข้ามว่าข้อตกลงนี้เป็นโมฆะเสมอ ความจริงอยู่ตรงกลาง: กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามข้อตกลงนี้ แต่เปิดให้ศาลจำกัดผลข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมได้ คู่มือนี้อธิบายฐานกฎหมาย ปัจจัยที่ศาลใช้พิจารณา และแนวเขียนข้อตกลงให้สมดุล โดยไม่ใช่ความเห็นกฎหมายเฉพาะเรื่อง

สรุปสั้น

ข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพไม่เป็นโมฆะโดยตัวมันเอง แต่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.5 ข้อตกลงที่ทำให้อีกฝ่ายรับภาระโดยไม่เป็นธรรมเกินสมควรอาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และตาม ม.4 วรรคสอง ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและสมควรตามพฤติการณ์ ศาลจึงพิจารณาระยะเวลา พื้นที่ ลักษณะอาชีพ และผลประโยชน์ของนายจ้างที่ต้องคุ้มครองเป็นรายกรณี ไม่มีตัวเลขระยะเวลาตายตัวในกฎหมาย

ปัจจัยที่ศาลใช้พิจารณาความเป็นธรรมของข้อตกลงห้ามแข่ง

ปัจจัยที่ศาลใช้พิจารณาความเป็นธรรมของข้อตกลงห้ามแข่ง
ปัจจัยคำถามที่ศาลถาม
ผลประโยชน์ที่ต้องคุ้มครองนายจ้างมีความลับทางการค้าหรือฐานลูกค้าเฉพาะที่สมควรคุ้มครองจริงหรือไม่
ระยะเวลาห้ามระยะเวลาสัมพันธ์กับอายุประโยชน์ของข้อมูลหรือความสัมพันธ์ลูกค้าหรือไม่
ขอบเขตพื้นที่พื้นที่ห้ามครอบคลุมเฉพาะที่นายจ้างประกอบธุรกิจจริงหรือไม่
ลักษณะอาชีพที่ห้ามห้ามเฉพาะงานที่เกี่ยวกับความลับ หรือห้ามทุกอาชีพในวงกว้าง
ผลกระทบต่อการหาเลี้ยงชีพข้อตกลงทำให้ลูกจ้างไม่สามารถใช้ทักษะหารายได้เลยหรือไม่
ความสมดุลของคู่สัญญาลูกจ้างมีโอกาสเจรจาหรือเข้าใจข้อตกลงจริงหรือไม่

ขั้นตอนทำตามได้จริง

  1. 1

    1. เข้าใจฐานกฎหมาย: ม.5 ไม่ได้ห้าม แต่เปิดให้จำกัดผล

    พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ม.5 บัญญัติว่าข้อตกลงจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน หรือการทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ ซึ่งไม่เป็นโมฆะ แต่เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้ถูกจำกัดรับภาระโดยไม่เป็นธรรมเกินสมควร อาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ข้อตกลงห้ามแข่งหลังเลิกจ้างจึงไม่ใช่โมฆะเสมอไป คำถามคือภาระที่กำหนดเป็นธรรมหรือไม่ตามพฤติการณ์

  2. 2

    2. ใช้เกณฑ์ ม.4 วรรคสอง และ ม.10 ในการประเมิน

    ม.4 วรรคสอง บัญญัติว่าข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมให้ใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและสมควรตามพฤติการณ์ และ ม.10 ให้ศาลพิเคราะห์ถึงความสุจริต ความรู้ความเข้าใจ ทักษะ แนวทางที่เคยปฏิบัติ และทางได้เสียของคู่สัญญา ศาลฎีกาจึงไม่ได้ตัดข้อตกลงห้ามแข่งทิ้งทั้งหมด แต่ปรับขอบเขตให้เหลือเท่าที่จำเป็นต่อการคุ้มครองผลประโยชน์อันชอบธรรมของนายจ้าง เช่น ความลับทางการค้าหรือความสัมพันธ์กับลูกค้ารายสำคัญ

  3. 3

    3. กำหนดเวลา พื้นที่ และลักษณะงานให้สมส่วน

    กฎหมายไทยไม่มีตัวเลขระยะเวลาห้ามตายตัว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาพิจารณาเป็นรายกรณี โดยข้อตกลงที่ห้ามนานหลายปี ครอบคลุมทั้งประเทศ หรือห้ามทุกงานในอุตสาหกรรม ย่อมถูกตรวจเข้มกว่าข้อตกลงที่ห้ามเฉพาะลูกค้าที่ลูกจ้างดูแลจริงในระยะสั้น ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงช่วงหนึ่งถึงสองปีมักถูกพิจารณาอย่างละเอียดว่าจำเป็นหรือไม่ ไม่ใช่เส้นบังคับว่ายาวกว่านั้นเป็นโมฆะหรือสั้นกว่านั้นใช้ได้เสมอ การเขียนขอบเขตแคบแต่ชัดมีโอกาสบังคับได้มากกว่าการเขียนกว้างสุดโต่ง

  4. 4

    4. เชื่อมข้อตกลงเข้ากับผลประโยชน์ที่คุ้มครองได้จริง

    ข้อตกลงห้ามแข่งที่แข็งแรงต้องชี้ว่าคุ้มครองอะไร: ความลับทางการค้าตาม พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ม.3 สูตรผลิต ฐานข้อมูลลูกค้า หรือความสัมพันธ์ที่ลูกจ้างสร้างในหน้าที่ หากไม่มีผลประโยชน์เช่นนี้ ข้อตกลงจะดูเป็นการจำกัดการหาเลี้ยงชีพลอย ๆ การเขียนข้อตกลงรักษาความลับ (Non-Disclosure) และข้อตกลงห้ามดึงลูกค้าหรือลูกจ้าง (Non-Solicitation) แยกกันมักบังคับได้ง่ายกว่าข้อห้ามแข่งทั่วไป เพราะชี้ผลประโยชน์ได้ชัดกว่า

  5. 5

    5. จัดเอกสารและขั้นตอนตอนลงนาม

    ให้ลูกจ้างได้อ่านข้อตกลงก่อนลงนามจริง อธิบายขอบเขตเป็นภาษาที่เข้าใจ และเก็บสำเนาที่ลงนามครบถ้วน หากเพิ่มข้อตกลงห้ามแข่งระหว่างการจ้าง ควรมีการตกลงเป็นหนังสือชัดเจน ไม่ใช่อ้างประกาศภายในฝ่ายเดียว หลักฐานการเจรจาและความเข้าใจของลูกจ้างมีน้ำหนักเมื่อศาลพิเคราะห์ความสุจริตตาม ม.10

  6. 6

    6. วางแผนเมื่อเกิดข้อพิพาท

    ฝ่ายนายจ้างที่จะบังคับข้อตกลงต้องเตรียมพยานผลประโยชน์ที่ต้องคุ้มครองและพฤติการณ์ละเมิด เช่น การติดต่อลูกค้าเดิมหรือการใช้เอกสารที่นำออกไป ส่วนลูกจ้างที่ถูกเรียกร้องสามารถโต้แย้งว่าข้อตกลงเกินสมควรตาม ม.5 โดยแสดงผลกระทบต่อการหาเลี้ยงชีพและความไม่สมส่วนของขอบเขต คดีลักษณะนี้อาจอยู่ในอำนาจศาลแรงงานหรือศาลแพ่งขึ้นกับฐานคำฟ้อง การขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต้องแสดงความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ใช่เรื่องที่ศาลให้โดยอัตโนมัติ

ข้อควรระวัง

  • เขียนห้ามกว้างทั้งประเทศและทุกอาชีพ จนศาลจำกัดผลหรือมองว่าไม่เป็นธรรม
  • คิดว่าข้อตกลงห้ามแข่งเป็นโมฆะเสมอไป จนลูกจ้างเผลอละเมิดข้อตกลงที่บังคับได้ส่วนหนึ่ง
  • ไม่แยกข้อตกลงรักษาความลับออกจากข้อห้ามแข่ง ทำให้พิสูจน์ผลประโยชน์ที่ต้องคุ้มครองยาก

คำถามที่พบบ่อย

ข้อตกลงห้ามทำงานกับคู่แข่งหลังลาออก บังคับได้ไหม

บังคับได้บางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมดหรือไม่ได้เลย ตาม พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ม.5 ข้อตกลงที่กำหนดภาระโดยไม่เป็นธรรมเกินสมควรอาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และตาม ม.4 วรรคสอง ใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและสมควร ศาลพิจารณาเวลา พื้นที่ ลักษณะงาน และผลประโยชน์ของนายจ้างเป็นรายกรณี

กฎหมายกำหนดระยะเวลาห้ามสูงสุดไว้หรือไม่

ไม่มีตัวเลขตายตัวในตัวบท แนวฎีกาวินิจฉัยเป็นรายกรณี ข้อตกลงหนึ่งถึงสองปีมักถูกตรวจอย่างละเอียดว่าจำเป็นต่อการคุ้มครองผลประโยชน์หรือไม่ ยิ่งยาวและกว้างยิ่งต้องแสดงเหตุมาก ไม่ใช่เส้นบังคับว่าระยะใดใช้ได้เสมอ

นายจ้างห้ามไม่ให้ดึงลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงานไปด้วยได้หรือไม่

ข้อตกลงห้ามดึงลูกค้า (Non-Solicitation) มักบังคับได้ง่ายกว่าข้อห้ามแข่งทั่วไป เพราะชี้ผลประโยชน์ที่ต้องคุ้มครองชัดเจน แต่ก็ต้องสมส่วนในระยะเวลาและขอบเขต และการใช้ทักษะทั่วไปของลูกจ้างไม่ใช่สิ่งที่ข้อตกลงจะห้ามได้ทั้งหมด

ค่าตรวจหรือร่างสัญญาจ้างพร้อมข้อห้ามแข่งเท่าไร

ขึ้นกับจำนวนตำแหน่ง ภาษา และการตรวจเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบงานและ NDA ติดต่อทนายความเพื่อตรวจเอกสารและขอใบเสนอราคาตามขอบเขตจริง เราไม่แสดงราคาตายตัวบนเว็บไซต์

แหล่งอ้างอิง

ข้อมูลทั่วไปไม่ใช่การวินิจฉัยคดีเฉพาะบุคคล ก่อนดำเนินการให้ตรวจตัวบทฉบับปัจจุบัน คำสั่งศาลและข้อเท็จจริงกับทนาย วันนัดและผลคดีไม่อาจรับประกันได้

ปรึกษาเจ้าหน้าที่และขอใบเสนอราคา

ติดต่อเพื่อปรึกษาและขอใบเสนอราคาตามรูปคดีและเขตอำนาจศาล

คู่มืออื่น

contact@tla.co.thจ.–ส. 9–18น.15 นาที