สำนักงานทนายความ: จ้างอย่างไร ค่าจ้างคิดแบบไหน และตรวจสอบทนายก่อนจ้าง
เหมาะกับ: คนที่กำลังจะมีคดีหรือเพิ่งได้รับหมายศาล และยังไม่เคยจ้างทนายมาก่อน จึงไม่แน่ใจว่าจะเริ่มคุยเรื่องอะไรและควรจ่ายเท่าไร
คำตอบสั้น
สำนักงานทนายความรับว่าความ เจรจา ร่างเอกสาร และเดินเรื่องแทนคุณ ค่าจ้างคิดได้สี่แบบคือเหมาคดี รายชั่วโมง รายเดือน และส่วนแบ่งผลสำเร็จเฉพาะคดีเรียกเงิน ก่อนจ่ายมัดจำควรขอเลขใบอนุญาตทนาย สัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร และใบเสร็จทุกครั้ง
สำนักงานทนายความทำอะไรให้ได้บ้าง
งานของทนายไม่ได้เริ่มที่ห้องพิจารณาคดี แต่เริ่มตั้งแต่อ่านเอกสารของคุณแล้วบอกตรง ๆ ว่าเรื่องนี้มีมูลพอจะฟ้องไหม อายุความเหลือเท่าไร และถ้าฟ้องแล้วจะบังคับคดีได้จริงหรือไม่ หลายเรื่องจบดีกว่าด้วยหนังสือบอกกล่าวหนึ่งฉบับ ไม่ต้องขึ้นศาลเลย
ถ้าต้องเข้าสู่กระบวนการจริง ทนายจะร่างคำฟ้องหรือคำให้การ รวบรวมพยานหลักฐาน ยื่นคำร้องระหว่างพิจารณา ซักถามพยานในนัด และทำคำแถลงปิดคดี งานอีกส่วนที่คนมองข้ามคือการเจรจาระหว่างทางกับคู่ความ ซึ่งคดีแพ่งจำนวนมากจบด้วยสัญญาประนีประนอมที่ศาลรับรอง
นอกเหนือจากคดี สำนักงานยังทำงานป้องกันปัญหา เช่น ตรวจสัญญาก่อนเซ็น ตรวจกรรมสิทธิ์ที่ดินก่อนวางมัดจำ วางระบบเอกสารการจ้างงาน หรือจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้น งานกลุ่มนี้ราคาน้อยกว่าการแก้ปัญหาภายหลังหลายเท่า
เลือกสำนักงานอย่างไรให้ตรงกับเรื่องของคุณ
เกณฑ์แรกคือความตรงสาย ทนายที่ทำคดีแรงงานทุกสัปดาห์ย่อมรู้แนวของศาลแรงงานดีกว่าทนายทั่วไป ถามตรง ๆ ได้ว่าเรื่องแบบนี้เคยทำมากี่เรื่องในปีที่ผ่านมา และผลออกมาในทิศทางใด คำตอบที่ดีจะเป็นการเล่ารูปแบบของคดี ไม่ใช่การรับประกันว่าชนะแน่
เกณฑ์ที่สองคือระยะทางกับศาลที่มีเขตอำนาจ คดีที่ต้องขึ้นศาลต่างจังหวัดจะมีค่าเดินทางและค่าที่พักเข้ามาเสมอ บางครั้งการใช้สำนักงานที่มีสาขาหรือทนายประจำพื้นที่นั้นถูกกว่าและนัดหมายได้คล่องกว่า
เกณฑ์ที่สามคือวิธีสื่อสาร ขอให้ระบุไว้ในสัญญาว่าจะรายงานความคืบหน้าถี่แค่ไหน ใครเป็นผู้ติดต่อหลัก และถ้าทนายเจ้าของเรื่องติดนัดจะมีใครมาแทน ข้อพิพาทระหว่างลูกความกับทนายส่วนใหญ่เกิดจากการเงียบหาย ไม่ใช่จากผลคดี
ค่าทนายคิดจากอะไร และอะไรที่ไม่ใช่ค่าทนาย
สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดตั้งแต่วันแรกคือเงินสองก้อน ก้อนแรกคือค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายราชการ ซึ่งจ่ายเข้าระบบ ไม่ได้เข้ากระเป๋าสำนักงาน ก้อนที่สองคือค่าวิชาชีพของทนาย ใบเสนอราคาที่ดีจะแยกสองก้อนนี้ออกจากกันเสมอ
คดีที่เรียกร้องเป็นตัวเงิน ค่าธรรมเนียมศาลจะผูกกับยอดที่ฟ้องและหยุดที่เพดานซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ส่วนคดีที่ไม่ได้เรียกเป็นตัวเงินจะเสียในอัตราเดียวคงที่ ผู้มีรายได้น้อยยื่นคำร้องขอยกเว้นได้โดยแนบหลักฐานแสดงฐานะประกอบ
เรื่องที่ควรระวังคือข้อเสนอที่ถูกผิดปกติแล้วมาเก็บเพิ่มรายนัด กับข้อเสนอที่บอกว่ารับประกันผลคดี ข้อแรกทำให้ค่าใช้จ่ายรวมบานปลาย ข้อหลังผิดหลักวิชาชีพ เพราะไม่มีใครควบคุมดุลพินิจศาลได้
ขอบเขตงานที่ครอบคลุม
| ด้าน | สิ่งที่ทำ | ข้อสังเกต |
|---|---|---|
| คดีแพ่งและผิดสัญญา | ประเมินมูล ยื่นฟ้อง ต่อสู้คดี และบังคับคดีเมื่อมีคำพิพากษา | ควรตรวจอายุความและทรัพย์สินของคู่กรณีก่อนตัดสินใจฟ้อง |
| คดีอาญาและการประกันตัว | ร่วมฟังสอบสวน ยื่นประกัน ต่อสู้ในชั้นศาล และขอลดโทษเมื่อเหมาะสม | ชั้นสอบสวนเป็นช่วงที่คำให้การมีผลมากที่สุด ควรมีทนายตั้งแต่ต้น |
| ครอบครัวและมรดก | หย่า อำนาจปกครอง ค่าอุปการะ ตั้งผู้จัดการมรดก และแบ่งทรัพย์ | เอกสารทะเบียนราษฎรและหลักฐานทรัพย์สินต้องครบก่อนยื่น |
| แรงงานและการจ้างงาน | คำนวณสิทธิ ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงาน และว่าความในศาลแรงงาน | ศาลแรงงานเน้นไกล่เกลี่ยก่อน จึงควรเตรียมตัวเลขที่ยอมรับได้ไว้ล่วงหน้า |
| ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ | ตรวจโฉนด ตรวจภาระติดพัน ร่างสัญญา และดำเนินการที่สำนักงานที่ดิน | ตรวจกรรมสิทธิ์ก่อนวางมัดจำ เพราะเงินมัดจำเรียกคืนยากกว่าที่คิด |
รูปแบบค่าบริการ
เหมาทั้งคดี
คดีที่คาดการณ์ขั้นตอนได้ เช่น ฟ้องหย่า ตั้งผู้จัดการมรดก
ต้องระบุให้ชัดว่าครอบคลุมถึงชั้นใด อุทธรณ์และฎีกามักคิดแยก
รายชั่วโมง
งานที่ปริมาณไม่แน่นอน เช่น เจรจา ตรวจสัญญาชุดใหญ่ สอบข้อเท็จจริง
ขอให้ส่งรายงานชั่วโมงเป็นรายการ และตั้งเพดานงบไว้ล่วงหน้า
รายเดือน
ธุรกิจที่มีคำถามกฎหมายประจำ ต้องการคนตอบได้ทันที
กำหนดจำนวนชั่วโมงหรือขอบเขตงานต่อเดือนไว้ให้ชัด
ส่วนแบ่งผลสำเร็จ
คดีเรียกเงินที่ลูกความมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง
ใช้ได้เฉพาะคดีที่มีทุนทรัพย์ และต้องตกลงสัดส่วนเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่ม
หน้านี้อธิบายวิธีคิดค่าบริการ ไม่ใช่การเสนอราคา ยอดจริงขึ้นกับรายละเอียดของแต่ละเรื่องและแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงานเสมอ
ขั้นตอนการทำงานจริง
1. ปรึกษาและประเมินเรื่อง
1 ครั้ง ประมาณ 45–60 นาที
นำเอกสารตัวจริงมาทั้งหมด ทนายจะบอกทางเลือกและความเสี่ยงของแต่ละทาง
2. ทำสัญญาจ้างและวางเงินงวดแรก
1–3 วัน
สัญญาต้องระบุขอบเขต ค่าบริการ ค่าใช้จ่ายที่เรียกเพิ่มได้ และเงื่อนไขเลิกสัญญา
3. รวบรวมพยานหลักฐานและเจรจา
2–8 สัปดาห์
ช่วงนี้คือช่วงที่ยุติเรื่องได้ถูกที่สุดถ้าอีกฝ่ายยอมคุย
4. ยื่นฟ้องและพิจารณาคดี
6 เดือนถึงหลายปีตามประเภทคดี
ระยะเวลาขึ้นกับคิวของศาล จำนวนพยาน และการเลื่อนนัดของคู่ความ
5. บังคับคดีหรือปฏิบัติตามข้อตกลง
1–12 เดือน
ชนะคดีกับได้เงินจริงเป็นคนละเรื่อง ต้องสืบทรัพย์และยึดอายัดต่อ
เอกสารที่ต้องเตรียม
- บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางของผู้ว่าจ้าง
- เอกสารที่เป็นต้นเรื่อง เช่น สัญญา ใบเสร็จ ใบสั่งซื้อ หรือข้อความที่ตกลงกัน
- หมายศาล หมายเรียก หรือหนังสือบอกกล่าวที่ได้รับ พร้อมซองที่มีตราประทับวันที่
- หลักฐานความเสียหาย เช่น ใบเสนอราคาซ่อม ใบรับรองแพทย์ หรือรายการขาดรายได้
- ข้อมูลคู่กรณีเท่าที่มี ชื่อ ที่อยู่ เลขทะเบียนนิติบุคคล หรือหมายเลขบัญชี
- หนังสือมอบอำนาจ หากผู้มาติดต่อไม่ใช่เจ้าของเรื่องเอง
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เล่าเรื่องไม่ครบเพราะกลัวเสียเปรียบ ทำให้ทนายวางรูปคดีผิดตั้งแต่ต้น
- ปล่อยให้ใกล้ขาดอายุความแล้วค่อยหาทนาย ทางเลือกที่เหลือจะแคบลงมาก
- จ่ายเงินสดโดยไม่มีใบเสร็จและไม่มีสัญญาจ้าง
- เซ็นเอกสารที่คู่กรณีส่งมาโดยยังไม่ให้ทนายอ่าน
- โพสต์รายละเอียดคดีลงโซเชียล ซึ่งอาจกลายเป็นพยานหลักฐานย้อนกลับมา
ตรวจสอบก่อนตัดสินใจจ้าง
- ขอดูใบอนุญาตว่าความและตรวจชื่อกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์
- ตรวจว่าที่อยู่สำนักงานมีอยู่จริงและติดต่อกลับได้ในเวลาทำการ
- ขอสัญญาจ้างที่ระบุขอบเขตและค่าบริการก่อนโอนเงินทุกกรณี
- ระวังการรับประกันผลคดีหรือการอ้างว่ารู้จักผู้พิพากษา ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย
คำถามที่พบบ่อย
ปรึกษาครั้งแรกต้องเตรียมอะไรบ้าง
นำเอกสารต้นเรื่องทั้งหมดมาเป็นตัวจริง พร้อมไทม์ไลน์สั้น ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นวันไหน และเขียนไว้ล่วงหน้าว่าอยากได้ผลลัพธ์แบบใด เช่น อยากได้เงินคืน อยากให้หยุดรบกวน หรืออยากจบเร็วที่สุด สามอย่างนี้ทำให้การประเมินแม่นขึ้นมาก
ทนายรับประกันว่าชนะได้ไหม
ไม่ได้ และถ้ามีใครรับประกันควรถอยออกมา สิ่งที่ทนายให้ได้คือการประเมินความน่าจะเป็นจากข้อเท็จจริงและแนวคำพิพากษาที่ผ่านมา พร้อมบอกจุดอ่อนของเรื่องคุณอย่างตรงไปตรงมา
เปลี่ยนทนายกลางคันได้ไหม
ได้ โดยถอนใบแต่งทนายเดิมและยื่นใบแต่งทนายคนใหม่ต่อศาล สิ่งที่ต้องเคลียร์คือค่าบริการส่วนที่ทำไปแล้วและการส่งมอบสำนวน ควรขอสำเนาเอกสารทั้งชุดก่อนบอกเลิก เพื่อไม่ให้งานสะดุดในนัดถัดไป
ค่าทนายเรียกคืนจากคู่กรณีได้ไหม
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าทนายความให้ฝ่ายแพ้ชดใช้ แต่จำนวนที่กำหนดมักต่ำกว่าที่จ่ายจริง จึงควรวางแผนโดยถือว่าค่าทนายเป็นต้นทุนของเราเอง แล้วส่วนที่ศาลสั่งเป็นส่วนเพิ่ม
คดีเล็กจำเป็นต้องมีทนายไหม
คดีมโนสาเร่ยื่นเองได้และศาลมีเจ้าหน้าที่ช่วยกรอกคำฟ้อง แต่ถ้าคู่กรณีมีทนายหรือมีประเด็นข้อกฎหมาย เช่น อายุความหรือการตีความสัญญา การมีทนายช่วยมักคุ้มกว่าเสียคดีเพราะรูปแบบเอกสาร
อยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ต้องมาศาลเองทุกนัดไหม
ไม่จำเป็นทุกนัด นัดที่เป็นเรื่องกระบวนพิจารณาทนายไปแทนได้ แต่วันที่ต้องเบิกความในฐานะพยานต้องมาเอง หรือขอสืบพยานผ่านระบบทางไกลตามที่ศาลอนุญาต ควรวางแผนวันเดินทางล่วงหน้าตั้งแต่ทราบนัด
ถ้าไม่พอใจการทำงานของทนายร้องเรียนได้ที่ไหน
ยื่นเรื่องต่อสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ซึ่งมีคณะกรรมการมรรยาททนายความพิจารณา ควรแนบสัญญาจ้าง หลักฐานการชำระเงิน และบันทึกการติดต่อ เรื่องมรรยาทกับเรื่องเรียกเงินคืนเป็นคนละทาง อาจต้องฟ้องแพ่งควบคู่
สำนักงานที่มีทั้งทนายและนักบัญชีดีกว่าอย่างไร
เรื่องธุรกิจส่วนใหญ่มีสองด้านพร้อมกัน เช่น เลิกจ้างมีทั้งข้อกฎหมายและภาษีหัก ณ ที่จ่าย การซื้อกิจการมีทั้งสัญญาและงบการเงิน เมื่อสองฝ่ายอยู่ทีมเดียวกัน คำแนะนำจะไม่ขัดกันเองและลูกค้าไม่ต้องเป็นคนส่งข้อมูลไปมา
อยากให้ดูเรื่องของคุณโดยตรง
ส่งรายละเอียดเข้ามา เราจะบอกว่าเรื่องนี้อยู่ในขอบเขตงานใด ต้องใช้เอกสารอะไร และกรอบเวลาที่สมเหตุสมผลคือเท่าไร
อ่านต่อในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
ทีมทนายความและผู้สอบบัญชี Thai Law & Accounting Services · ตรวจทานโดยทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (Notarial Services Attorney) ขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ · ปรับปรุง 2026-08