1. ความเป็นเจ้าของผลงานคือข้อที่แพงที่สุดในสัญญา
โดยหลักแล้วผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่ตนทำขึ้น แต่หลักนี้เปลี่ยนได้ด้วยข้อความเพียงบรรทัดเดียวในสัญญา คำที่ต้องระวังที่สุดคือถ้อยคำที่ให้บรรดาสิทธิทั้งปวงในงานตกเป็นของผู้ว่าจ้างตลอดไปโดยไม่จำกัดสื่อและอาณาเขต เพราะนั่นหมายความว่าผู้สร้างจะนำผลงานของตัวเองไปใช้ในผลงานรวมเล่มหรือแม้แต่โพสต์ซ้ำในภายหลังก็อาจต้องขออนุญาต
ทางออกที่สมดุลกว่าคือการให้สิทธิใช้งานแบบมีขอบเขต ระบุช่องทางที่อนุญาต ระยะเวลา และอาณาเขตให้ชัด พร้อมกำหนดว่าหากต้องการนำไปใช้เกินขอบเขตต้องจ่ายเพิ่มตามอัตราที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า วิธีนี้ทำให้แบรนด์ได้สิ่งที่ต้องการจริงในแคมเปญนั้น และผู้สร้างยังคงมีทรัพย์สินติดตัวไว้ใช้ต่อในอนาคต
สำหรับงานเพลงและงานแสดง ต้องแยกให้ออกระหว่างลิขสิทธิ์ในงานประพันธ์ ลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง และสิทธิของนักแสดง เพราะสามอย่างนี้อาจเป็นของคนละคนและถูกจัดเก็บค่าตอบแทนคนละช่องทาง ศิลปินที่โอนไปทั้งหมดในคราวเดียวมักไม่ทราบว่ากำลังยกรายได้สามสายให้พร้อมกัน
