Skip to main content

บริการกฎหมาย

ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี

คำนวณต้นทุน กำไร และภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ตรงกับที่กรมสรรพากรคาดหวัง

สรุปย่อ (AI Quick Answer)

กำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร และมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละสิบห้าสำหรับผู้มีเงินได้บางกรณี ผู้เสียภาษีต้องนำกำไรมารวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือการคำนวณต้นทุน เพราะกฎหมายให้เลือกวิธีเข้าก่อนออกก่อนหรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ และเมื่อเลือกแล้วต้องใช้วิธีเดิมตลอดทั้งปีภาษี

เริ่ม ฿12,000 เริ่ม 12,000 บาทต่อปีภาษี ตามจำนวนธุรกรรม · จัดทำเสร็จภายใน 7–14 วันทำการ

ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี โดยทนายความ Thai Law & Accounting
ทีมทนายความของเราดูแล ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี ครบวงจร ทั่วประเทศไทย

เหมาะกับใคร

  • นักลงทุนที่ซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายในและต่างประเทศ
  • ผู้ได้รับเหรียญจากการขุดหรือการวางเดิมพัน
  • ธุรกิจที่รับชำระค่าสินค้าเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล
  • ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ต้องรายงาน

สิ่งที่ลูกค้าได้รับ

  • สรุปรายการซื้อขายและคำนวณกำไรขาดทุนรายธุรกรรม
  • เลือกและบันทึกวิธีคำนวณต้นทุนอย่างสม่ำเสมอ
  • จัดทำและยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • แฟ้มหลักฐานพร้อมชี้แจงหากถูกเรียกตรวจ

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • ประวัติการซื้อขายจากทุกศูนย์ซื้อขายที่ใช้
  • รายการเคลื่อนไหวกระเป๋าเงินดิจิทัล
  • หลักฐานการโอนเงินเข้าออกบัญชีธนาคาร
  • หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ประกอบการ

ขั้นตอนการทำงาน

กระบวนการ 4 ขั้น

  1. 1

    รวบรวมข้อมูลธุรกรรมทั้งหมด

    ดึงไฟล์จากทุกแพลตฟอร์มแล้วรวมเป็นชุดข้อมูลเดียว

  2. 2

    เลือกวิธีคำนวณต้นทุน

    เปรียบเทียบผลของสองวิธีก่อนตัดสินใจ แล้วใช้ต่อเนื่อง

  3. 3

    แยกประเภทเงินได้

    กำไรจากการขาย รางวัลจากการวางเดิมพัน และเงินได้จากการขุดคิดต่างกัน

  4. 4

    ยื่นแบบและเก็บหลักฐาน

    ยื่นภายในสิ้นเดือนมีนาคมและเก็บข้อมูลดิบไว้ห้าปี

บทวิเคราะห์เชิงลึก

ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี ทำงานจริงอย่างไรตามกฎหมายและมาตรฐานไทย

ผู้ที่ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมักเข้าใจว่าภาระภาษีเกิดเฉพาะเมื่อถอนเงินออกมาเป็นเงินบาท แต่ในทางปฏิบัติเหตุการณ์ที่ต้องพิจารณามีมากกว่านั้น ทั้งการขายเพื่อแลกเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอีกสกุล การได้รับผลตอบแทนจากการฝากหรือวางค้ำประกัน และการได้รับเหรียญจากการแจกหรือจากการให้บริการ ปัญหาที่ทำให้จัดการยากไม่ใช่ตัวกฎ แต่เป็นข้อมูลรายการที่กระจายอยู่หลายแพลตฟอร์มและกระเป๋าเงินจนหาต้นทุนไม่ได้ หน้านี้อธิบายวิธีรวบรวมข้อมูล วิธีคำนวณต้นทุนที่อธิบายได้ เอกสารที่ควรเก็บ และแนวทางสำหรับผู้ที่ทำเป็นธุรกิจในรูปนิติบุคคล

1. รวบรวมข้อมูลรายการให้ครบก่อนคิดเรื่องภาษี

เราเริ่มจากทำบัญชีรายการทั้งหมดเป็นไฟล์เดียว โดยดึงประวัติจากศูนย์ซื้อขายทุกแห่งที่ใช้ ประวัติการโอนเข้าออกกระเป๋าเงินส่วนตัว และรายการฝากถอนเงินบาทกับบัญชีธนาคาร ทุกบรรทัดต้องมีวันเวลา ประเภทเหตุการณ์ ปริมาณ ราคาที่ใช้อ้างอิง และค่าธรรมเนียม จุดที่คนทำเองมักพลาดคือการโอนระหว่างกระเป๋าเงินของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่การขายแต่ถ้าไม่จับคู่ให้ตรงจะถูกนับซ้ำเป็นรายการขายและทำให้ยอดเกินความจริงหลายเท่า

เมื่อข้อมูลครบแล้วเราตรวจความสมบูรณ์ด้วยการกระทบยอดปริมาณคงเหลือของแต่ละสกุลกับยอดที่เห็นในกระเป๋าเงินและในศูนย์ซื้อขาย ณ วันสิ้นปี ถ้าปริมาณไม่ตรงย่อมหมายความว่ามีรายการหายไป และการคำนวณภาษีที่ทำจากข้อมูลไม่ครบจะต้องแก้ทั้งชุดในภายหลัง ขั้นตอนนี้ใช้เวลามากที่สุดในงานทั้งหมด แต่เป็นขั้นตอนที่ทำให้ตัวเลขสุดท้ายชี้แจงได้เมื่อมีคำถาม

2. วิธีคำนวณต้นทุนและการแยกประเภทเงินได้

ต้นทุนของสินทรัพย์ดิจิทัลคำนวณได้หลายวิธี ที่ใช้กันมากคือวิธีเข้าก่อนออกก่อนและวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ หลักสำคัญคือเลือกวิธีใดต้องใช้อย่างต่อเนื่องตลอดปีและตลอดสกุลนั้น ไม่สลับไปมาเพื่อให้ผลลัพธ์ต่ำที่สุดในแต่ละรายการ เพราะการสลับวิธีทำให้ตัวเลขทั้งชุดขาดความน่าเชื่อถือ เราจัดทำกระดาษทำการที่แสดงต้นทุนคงเหลือหลังทุกรายการ เพื่อให้เห็นเส้นทางการคำนวณตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นปี

การแยกประเภทเงินได้สำคัญไม่น้อยกว่าตัวเลข ผลต่างจากการขายเพื่อเก็งกำไรกับผลตอบแทนที่ได้รับเป็นงวดจากการฝากหรือวางค้ำประกันมีลักษณะไม่เหมือนกัน และเหรียญที่ได้รับเป็นค่าตอบแทนจากการทำงานหรือให้บริการต้องพิจารณาในฐานะค่าตอบแทนตามมูลค่าวันที่ได้รับ ไม่ใช่วันที่ขาย เราจึงจัดกลุ่มรายการตามลักษณะเหตุการณ์ก่อน แล้วจึงคำนวณ เพราะการรวมทุกอย่างเป็นก้อนเดียวมักทำให้ทั้งจำนวนเงินและวิธีเสียภาษีคลาดเคลื่อน

3. ผู้ที่ทำเป็นธุรกิจและการใช้รูปนิติบุคคล

ผู้ที่ซื้อขายด้วยปริมาณและความถี่สูง ให้บริการที่ปรึกษาเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล หรือรับชำระค่าสินค้าและบริการเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล มีลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจ ซึ่งจะมีเรื่องที่ต้องดูเพิ่มทั้งการจัดทำบัญชี การรับรู้รายการเป็นเงินบาทตามวันเกิดรายการ และการพิจารณาว่ากิจกรรมใดอยู่ในขอบเขตที่ต้องมีใบอนุญาตตามกฎหมายที่กำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล เราจึงตรวจลักษณะกิจกรรมก่อนเสมอ ไม่ใช่เริ่มจากคำถามเรื่องอัตราภาษี

การย้ายกิจกรรมเข้าไปทำในนามนิติบุคคลไม่ใช่คำตอบเสมอไป ข้อดีคือหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้และวางแผนได้เป็นระบบ ข้อเสียคือมีภาระจัดทำบัญชีและสอบบัญชีทุกปี และการโอนสินทรัพย์เข้าบริษัทเป็นเหตุการณ์ที่ต้องพิจารณาภาระภาษีในตัวของมันเอง เราจึงเปรียบเทียบภาระรวมทั้งสองทางบนสมมติฐานปริมาณการซื้อขายจริงของผู้ใช้บริการ แล้วให้ตัวเลขเป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่ความรู้สึกว่ารูปแบบใดดูเป็นทางการกว่า

โครงสร้างค่าใช้จ่ายจริง

แยกค่าธรรมเนียมราชการกับค่าวิชาชีพให้เห็นชัด

ตัวเลขด้านล่างเป็นช่วงที่พบจริงในงานของสำนักงาน ใช้ประเมินงบก่อนตัดสินใจได้ และเมื่อเปิดสำนวนจริงเราจะออกใบเสนอราคาที่ระบุทุกรายการก่อนเริ่มงาน

รายการค่าธรรมเนียมราชการค่าวิชาชีพของเราหมายเหตุ
รวบรวมและกระทบยอดรายการหนึ่งปีภาษีไม่มีค่าธรรมเนียมราชการ15,000–80,000 บาทต่อปีภาษีขึ้นกับจำนวนแพลตฟอร์ม กระเป๋าเงิน และจำนวนรายการ
จัดทำกระดาษทำการต้นทุนและสรุปเงินได้ไม่มีค่าธรรมเนียมราชการ10,000–40,000 บาทต่อปีภาษีรวมเอกสารประกอบที่ใช้ชี้แจงได้หากมีคำถาม
เปรียบเทียบการทำในนามบุคคลกับนิติบุคคลค่าธรรมเนียมจดทะเบียนตามอัตราที่ทางการกำหนดเมื่อเลือกตั้งบริษัทประเมินตามความซับซ้อนของกิจกรรมควรทำก่อนสิ้นปีภาษีเพื่อให้เลือกได้ทันรอบถัดไป

กรณีศึกษาย่อ

งานจริงที่สำนักงานเคยทำ (ไม่ระบุตัวบุคคล)

รายละเอียดถูกปรับให้ไม่ระบุตัวบุคคลตามหน้าที่รักษาความลับของทนายความ ผลของแต่ละคดีขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่อง

นักลงทุนที่ยอดซื้อขายรวมดูสูงเกินจริงหลายเท่า

สถานการณ์
นับการโอนระหว่างกระเป๋าเงินของตัวเองเป็นการขาย ทำให้ยอดที่เตรียมยื่นสูงกว่าความจริงมาก
สิ่งที่เราทำ
เราจับคู่ขาโอนออกกับขาโอนเข้าตามเวลาและปริมาณ แยกรายการที่ไม่ใช่การขายออก แล้วคำนวณต้นทุนใหม่ด้วยวิธีเดียวตลอดปี
ผลที่ได้
ยอดเงินได้ที่ต้องพิจารณาลดลงเหลือระดับที่สอดคล้องกับข้อมูลจริงและมีกระดาษทำการอธิบายทุกบรรทัด

ผู้ให้บริการที่รับชำระเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

สถานการณ์
รับค่าบริการเป็นเหรียญแล้วบันทึกเมื่อขายเป็นเงินบาท ทำให้รายได้ไม่ตรงงวดและมูลค่าที่ใช้ไม่ใช่วันที่ได้รับ
สิ่งที่เราทำ
เราเปลี่ยนวิธีบันทึกให้รับรู้รายได้ตามมูลค่าวันที่ได้รับ และแยกผลต่างที่เกิดจากการถือต่อออกเป็นอีกรายการ
ผลที่ได้
งบการเงินสะท้อนรายได้ตรงงวดและอธิบายผลต่างจากการถือสินทรัพย์ได้แยกจากรายได้ค่าบริการ

เกณฑ์ตัดสินใจ

ควรเริ่มตอนไหน และตอนไหนที่รอได้

ใช้หลายศูนย์ซื้อขายและมีกระเป๋าเงินส่วนตัว

รวบรวมข้อมูลทุกไตรมาส อย่ารอสิ้นปี เพราะประวัติบางแพลตฟอร์มดึงย้อนหลังได้จำกัด

มีผลตอบแทนเป็นงวดจากการฝากหรือวางค้ำประกัน

บันทึกมูลค่าวันที่ได้รับทุกงวด เพราะการย้อนหาราคาอ้างอิงภายหลังทำได้ยากและถูกตั้งคำถามง่าย

ซื้อขายถี่จนคล้ายการประกอบธุรกิจ

ประเมินลักษณะกิจกรรมและขอบเขตใบอนุญาตก่อนขยายขนาด ไม่ใช่หลังจากมีลูกค้าแล้ว

คิดจะโอนสินทรัพย์เข้าบริษัทที่ตั้งใหม่

คำนวณภาระของการโอนก่อนดำเนินการ เพราะการโอนเองเป็นเหตุการณ์ที่ต้องพิจารณาภาษี

ส่งรายชื่อศูนย์ซื้อขายและกระเป๋าเงินที่คุณใช้ ช่วงปีที่ต้องการจัดการ และลักษณะกิจกรรมว่าเป็นการลงทุนส่วนตัวหรือมีรายได้จากการให้บริการ เราจะรวบรวมข้อมูล กระทบยอดปริมาณคงเหลือ คำนวณต้นทุนด้วยวิธีเดียวตลอดปี และสรุปให้ชัดว่ามีอะไรต้องยื่นและควรเก็บหลักฐานอะไรไว้

สอบถามทีมงาน

FAQ

คำถามที่พบบ่อย

หักกลบได้เฉพาะกรณีซื้อขายผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทยภายในปีภาษีเดียวกัน

ปรึกษา ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโตเคอร์เรนซี

ติดต่อขอคำปรึกษาผ่าน LINE โทร หรืออีเมล — ประเมินขอบเขตงานและเสนอราคาก่อนเริ่ม

ติดต่อเรา
contact@tla.co.thจ.–ส. 9–18น.15 นาที