Skip to main content

บริการกฎหมาย

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามประเทศและอนุสัญญาภาษีซ้อน

จ่ายเงินออกนอกประเทศให้ถูกอัตรา และขอใช้สิทธิลดหย่อนตามอนุสัญญา

สรุปย่อ (AI Quick Answer)

เงินที่จ่ายออกไปให้ผู้รับซึ่งอยู่นอกประเทศตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายมีหน้าที่หักไว้และนำส่งกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่เจ็ดของเดือนถัดไป อัตราพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละสิบห้าสำหรับดอกเบี้ยและค่าสิทธิ ส่วนเงินปันผลอยู่ที่ร้อยละสิบ อนุสัญญาที่ไทยทำไว้กับคู่สัญญากว่าหกสิบประเทศอาจลดหรือยกเว้นอัตราเหล่านี้ได้ แต่สิทธินั้นใช้ไม่ได้เลยหากยังไม่มีเอกสารยืนยันสถานะผู้เสียภาษีของผู้รับอยู่ในแฟ้มก่อนวันจ่ายจริง

เริ่ม ฿12,000 เริ่ม 12,000 บาทต่อโครงสร้างการจ่ายเงินหนึ่งรูปแบบ · บทวิเคราะห์เสร็จภายใน 5–10 วันทำการ

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามประเทศและอนุสัญญาภาษีซ้อน โดยทนายความ Thai Law & Accounting
ทีมทนายความของเราดูแล ภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามประเทศและอนุสัญญาภาษีซ้อน ครบวงจร ทั่วประเทศไทย

เหมาะกับใคร

  • บริษัทที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์หรือค่าซอฟต์แวร์ไปต่างประเทศ
  • กิจการที่กู้เงินจากบริษัทแม่ต่างประเทศ
  • ผู้จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติ
  • ธุรกิจที่ใช้บริการที่ปรึกษาหรือแพลตฟอร์มต่างประเทศ

สิ่งที่ลูกค้าได้รับ

  • บทวิเคราะห์ประเภทเงินได้และอัตราที่ถูกต้อง
  • ตรวจสิทธิตามอนุสัญญาภาษีซ้อนรายประเทศ
  • จัดเตรียมและยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36
  • แฟ้มหลักฐานรองรับการใช้สิทธิลดอัตรา

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • สัญญากับผู้รับเงินในต่างประเทศ
  • หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีฉบับปีปัจจุบัน
  • ใบแจ้งหนี้และหลักฐานการโอนเงินออก
  • เอกสารแสดงลักษณะบริการที่ได้รับจริง

ขั้นตอนการทำงาน

กระบวนการ 5 ขั้น

  1. 1

    จำแนกประเภทเงินได้

    ค่าบริการ ค่าสิทธิ ดอกเบี้ย และเงินปันผลใช้อัตราต่างกันมาก

  2. 2

    ตรวจอนุสัญญาที่ใช้บังคับ

    อ่านมาตราที่เกี่ยวข้องรายฉบับ เพราะแต่ละประเทศเขียนไม่เหมือนกัน

  3. 3

    รวบรวมหลักฐานก่อนจ่าย

    ขอหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ล่วงหน้า เพราะขอย้อนหลังมักไม่ทัน

  4. 4

    หักและนำส่งให้ตรงกำหนด

    ยื่น ภ.ง.ด.54 ภายในวันที่เจ็ด และ ภ.พ.36 เมื่อเข้าข่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม

  5. 5

    ขอคืนหากหักเกิน

    ยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีพร้อมหลักฐานสิทธิตามอนุสัญญา

บทวิเคราะห์เชิงลึก

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามประเทศและอนุสัญญาภาษีซ้อน ทำงานจริงอย่างไรตามกฎหมายและมาตรฐานไทย

ทุกครั้งที่กิจการไทยโอนเงินออกไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นค่าบริการ ค่าสิทธิ ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าบริการซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก หรือค่าที่ปรึกษาเทคนิค ธนาคารจะถามหาแบบยืนยันการหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเสมอ คำถามที่ตามมาคือรายจ่ายนั้นควรจัดเป็นประเภทใดตามสัญญาจริง อัตราภาษีที่ถูกต้องคือเท่าไร และอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ไทยทำไว้กับประเทศคู่สัญญาช่วยลดอัตรานั้นได้หรือไม่ งานของเราคือวิเคราะห์เนื้อหาสัญญาก่อนกำหนดอัตรา ไม่ใช่หักภาษีตามชื่อหัวข้อในใบแจ้งหนี้

1. จำแนกประเภทเงินได้ก่อนตั้งอัตราหัก ณ ที่จ่าย

ใบแจ้งหนี้จากต่างประเทศมักเขียนหัวข้อกว้าง ๆ เช่น professional fee หรือ service charge ซึ่งไม่บอกอะไรเลยเกี่ยวกับภาระภาษีที่แท้จริง สิ่งที่ต้องดูคือเนื้อหาของงานที่ตกลงกันในสัญญา ถ้าเป็นการถ่ายทอดความรู้ทางเทคนิคหรือให้สิทธิใช้สูตร กระบวนการผลิต หรือข้อมูลลับทางการค้า มักถูกจัดเป็นค่าสิทธิ ในขณะที่งานให้คำปรึกษาที่จบสิ้นเมื่องานเสร็จโดยไม่มีการโอนสิทธิใด ๆ มักเป็นค่าบริการธรรมดา ความต่างนี้ทำให้อัตราภาษีและสิทธิลดหย่อนตามอนุสัญญาต่างกันโดยสิ้นเชิง

ค่าบริการซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิกรายเดือนหรือรายปีเป็นกรณีที่สับสนบ่อยที่สุดในปัจจุบัน หากผู้จ่ายได้เพียงสิทธิใช้งานผ่านเว็บโดยไม่มีการส่งมอบซอร์สโค้ดหรือสิทธิทำซ้ำ มักไม่เข้าข่ายค่าสิทธิตามคำวินิจฉัยที่ใช้กันทั่วไป แต่ถ้าสัญญาให้สิทธิดัดแปลงหรือแจกจ่ายต่อ ลักษณะจะเปลี่ยนไปเป็นค่าสิทธิทันที ผู้จ่ายจึงต้องอ่านเงื่อนไขการใช้งานควบคู่กับสัญญาซื้อขายเสมอ ไม่ใช่ดูแค่ชื่อผลิตภัณฑ์

ค่าบริหารจัดการที่บริษัทแม่เรียกเก็บจากบริษัทลูกในไทยก็ต้องแยกให้ชัดว่าเป็นการให้บริการจริงที่มีทีมงานทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง หรือเป็นเพียงการปันส่วนต้นทุนสำนักงานใหญ่โดยไม่มีบริการที่จับต้องได้ กรณีหลังมักถูกตั้งคำถามทั้งในมุมภาษีหัก ณ ที่จ่ายและในมุมรายจ่ายที่นำมาหักได้ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล

การทำงาน ภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามประเทศและอนุสัญญาภาษีซ้อน โดยทีมทนายความและนักบัญชีของเรา
ขั้นตอนการทำงานจริงในสำนวน ภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามประเทศและอนุสัญญาภาษีซ้อน

2. เมื่อใดต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้รับที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย และหักที่ขั้นตอนไหน

หลักทั่วไปคือ เงินได้ที่จ่ายจากในประเทศไทยให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนออกไป ไม่ว่าผู้รับจะเคยส่งพนักงานเข้ามาทำงานในไทยหรือไม่ก็ตาม ภาระหน้าที่นี้ตกอยู่กับผู้จ่ายเงินฝ่ายไทยเสมอ และต้องนำส่งภายในกำหนดของเดือนถัดจากเดือนที่จ่าย ไม่ใช่รอถึงสิ้นปี

จุดที่มักเข้าใจผิดคือคิดว่าหน้าที่หักเกิดเมื่อเงินออกจากบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติหน้าที่เกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายหรือถือว่าได้จ่ายแล้ว ซึ่งรวมถึงการบันทึกหนี้ค้างจ่ายที่ยังไม่โอนเงินจริงในบางกรณี หากบริษัทตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่ายไว้นานโดยไม่นำส่งภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อถูกตรวจสอบภายหลังจะพบทั้งภาษีที่ขาดและเงินเพิ่มสะสมตามระยะเวลา

3. อนุสัญญาภาษีซ้อนและหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีที่ต้องมีจริง

อนุสัญญาภาษีซ้อนที่ไทยทำไว้กับประเทศคู่สัญญาอาจลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายลงจากอัตราปกติ หรือยกเว้นให้ทั้งหมดในบางประเภทเงินได้ แต่สิทธินี้ไม่เกิดขึ้นอัตโนมัติ ผู้รับเงินต้องพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศนั้นจริงด้วยหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษีที่ออกโดยหน่วยงานสรรพากรของประเทศตน และต้องเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของเงินได้นั้น ไม่ใช่เพียงตัวกลางส่งต่อเงินไปยังบริษัทอื่น

ในทางปฏิบัติ ผู้จ่ายเงินฝ่ายไทยควรขอหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ฉบับของปีที่จ่ายเงินจริง ไม่ใช่ฉบับเก่าที่หมดอายุ พร้อมแบบฟอร์มขอใช้สิทธิตามอนุสัญญาที่กรอกและลงนามโดยผู้รับเงินเอง หากไม่มีเอกสารครบก่อนวันโอนเงิน ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือหักในอัตราปกติไปก่อนแล้วขอคืนภายหลังเมื่อเอกสารมาครบ เพราะการหักน้อยกว่าที่ควรโดยไม่มีหลักฐานรองรับเป็นความเสี่ยงที่ตกอยู่กับผู้จ่ายฝ่ายไทยทั้งหมด

บางอนุสัญญามีข้อกำหนดเรื่องการจำกัดสิทธิประโยชน์ที่ตรวจสอบว่าผู้รับเงินมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงในประเทศที่อ้างถิ่นที่อยู่ ไม่ใช่เพียงจดทะเบียนไว้เฉย ๆ เพื่อรับอัตราภาษีต่ำ กรณีนี้พบมากในโครงสร้างที่มีบริษัทถือหุ้นตัวกลางในประเทศที่มีอนุสัญญาเอื้อประโยชน์ ซึ่งเจ้าพนักงานมีแนวโน้มตรวจสอบละเอียดกว่าธุรกรรมตรงระหว่างสองประเทศ

เอกสารและหลักฐานที่ใช้ในงาน ภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามประเทศและอนุสัญญาภาษีซ้อน
เอกสารและหลักฐานที่ต้องจัดชุดก่อนยื่นต่อหน่วยงาน

4. ความเสี่ยงสถานประกอบการถาวรจากพนักงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานชั่วคราว

การส่งพนักงานหรือผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทแม่เข้ามาติดตั้งเครื่องจักร ฝึกอบรม หรือให้บริการที่ปรึกษาในไทยเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้บริษัทต่างประเทศนั้นถูกถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในไทยตามหลักเกณฑ์ระยะเวลาที่อนุสัญญากำหนดไว้ ผลที่ตามมาคือกำไรส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในไทยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทยเสมือนมีสาขาอยู่จริง ไม่ใช่แค่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าบริการเพียงอย่างเดียว

บริษัทที่วางแผนส่งทีมเข้ามาทำงานต่อเนื่องหลายเดือนควรนับวันสะสมตามสัญญาแต่ละฉบับรวมกัน ไม่ใช่นับแยกทีละสัญญา เพราะเจ้าพนักงานมักพิจารณาจากลักษณะโครงการโดยรวมว่าเป็นงานต่อเนื่องเดียวกันหรือไม่ หากใกล้แตะเกณฑ์ระยะเวลา ควรวางแผนล่วงหน้าว่าจะจดทะเบียนสาขาหรือปรับรูปแบบสัญญาให้ชัดเจนก่อนที่จะถูกประเมินย้อนหลัง

5. การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยตนเองสำหรับบริการที่นำเข้าจากต่างประเทศ

แยกจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายโดยสิ้นเชิง คือหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยตนเองเมื่อผู้ประกอบการไทยรับบริการจากต่างประเทศแล้วนำมาใช้ในไทย ไม่ว่าผู้ให้บริการต่างประเทศจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในไทยหรือไม่ ผู้จ่ายฝ่ายไทยมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราปกติแทนผู้ให้บริการ และหากเป็นกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว สามารถนำภาษีที่นำส่งนี้ไปเป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไปได้

ค่าบริการซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิกและค่าโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นรายการที่มักถูกมองข้ามในจุดนี้ เพราะใบแจ้งหนี้ต่างประเทศไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่มไทยแนบมาให้ ทำให้ฝ่ายบัญชีเข้าใจผิดว่าไม่มีภาระ ทั้งที่ความจริงต้องนำส่งเองทุกครั้งที่มีการใช้บริการ และเมื่อถูกตรวจสอบย้อนหลังมักพบว่าขาดการนำส่งสะสมมาหลายรอบบัญชี

6. ข้อสัญญาการันตียอดสุทธิและใครแบกรับภาษีจริง

สัญญากับผู้รับเงินต่างประเทศบางฉบับกำหนดว่าผู้จ่ายต้องรับภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายเองทั้งหมด เพื่อให้ผู้รับได้รับเงินสุทธิเต็มจำนวนตามที่ตกลง ข้อสัญญาลักษณะนี้ทำให้ฐานภาษีต้องคำนวณกลับจากยอดสุทธิเป็นยอดรวมก่อนหัก ซึ่งทำให้อัตราภาษีที่จ่ายจริงสูงกว่าอัตราที่ระบุไว้ในกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ หากไม่ตรวจสัญญาให้ละเอียดก่อนตกลงราคา ต้นทุนที่แท้จริงของธุรกรรมจะเกินกว่าที่งบประมาณตั้งไว้

แม้กฎหมายจะกำหนดว่าผู้จ่ายมีหน้าที่นำส่งภาษี แต่ในทางเศรษฐกิจใครเป็นผู้แบกรับต้นทุนขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญา ฝ่ายจัดซื้อและฝ่ายกฎหมายจึงควรอ่านข้อสัญญาการันตียอดสุทธิร่วมกับฝ่ายบัญชีตั้งแต่ขั้นตอนเจรจา ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายบัญชีมาพบภายหลังตอนคำนวณยอดโอนจริง

7. ช่องทางขอคืนหรือขอเครดิตภาษีเมื่อหักไว้เกิน

เมื่อพบภายหลังว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้สูงกว่าอัตราที่อนุสัญญากำหนด เช่น หักในอัตราปกติทั้งที่เอกสารสิทธิตามอนุสัญญามาถึงภายหลัง ผู้รับเงินต่างประเทศมีสิทธิยื่นขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรไทยได้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยต้องแนบหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายฉบับจริง และเอกสารแสดงว่าเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของเงินได้นั้น

ในบางกรณี แทนที่จะขอคืนเป็นเงินสด ผู้รับเงินเลือกนำภาษีที่ถูกหักไว้ในไทยไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องเสียในประเทศถิ่นที่อยู่ของตน ซึ่งต้องพิจารณากฎเกณฑ์เครดิตภาษีต่างประเทศของประเทศนั้นควบคู่กันไป และควรเก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายฉบับจริงจากฝ่ายไทยไว้เป็นหลักฐานสำคัญที่สุดสำหรับการขอเครดิตนี้

8. เอกสารที่กรมสรรพากรขอเมื่อเปิดตรวจ และแนวทางที่ข้อพิพาทมักดำเนินไป

เมื่อเจ้าพนักงานเปิดตรวจธุรกรรมจ่ายเงินไปต่างประเทศ เอกสารชุดแรกที่ถูกขอมักเป็นสัญญาฉบับเต็ม ใบแจ้งหนี้ หลักฐานการโอนเงิน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และหากมีการใช้สิทธิตามอนุสัญญา จะขอหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ประกอบด้วย จุดที่มักถูกซักถามลึกที่สุดคือความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่ตกลงในสัญญากับสิ่งที่ปรากฏจริงในหลักฐานการทำงาน เช่น อีเมลติดต่องาน รายงานส่งมอบ หรือบันทึกการเดินทางของพนักงานที่เข้ามาให้บริการ

ข้อพิพาทส่วนใหญ่เริ่มจากหนังสือขอเอกสารเพิ่มเติมแบบไม่เป็นทางการ ตามด้วยการประชุมชี้แจงหากคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรยังไม่เพียงพอ หากเจ้าพนักงานยังเห็นว่าลักษณะเงินได้จัดประเภทผิดหรือสิทธิตามอนุสัญญาใช้ไม่ได้ จะออกหนังสือแจ้งการประเมิน ซึ่งกิจการมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ก่อนจะไปถึงชั้นศาลภาษีอากรหากยังไม่ยุติ ระยะเวลาทั้งกระบวนการมักยืดยาวหลายเดือนถึงหลายปี ทำให้การมีเอกสารครบตั้งแต่วันทำธุรกรรมมีค่ามากกว่าการโต้แย้งด้วยคำอธิบายภายหลัง

โครงสร้างค่าใช้จ่ายจริง

แยกค่าธรรมเนียมราชการกับค่าวิชาชีพให้เห็นชัด

ตัวเลขด้านล่างเป็นช่วงที่พบจริงในงานของสำนักงาน ใช้ประเมินงบก่อนตัดสินใจได้ และเมื่อเปิดสำนวนจริงเราจะออกใบเสนอราคาที่ระบุทุกรายการก่อนเริ่มงาน

รายการค่าธรรมเนียมราชการค่าวิชาชีพของเราหมายเหตุ
วิเคราะห์ประเภทเงินได้และอัตราภาษีสำหรับธุรกรรมรายการเดียวไม่มีค่าธรรมเนียมราชการในขั้นวิเคราะห์25,000–45,000 บาทต่อรายการครอบคลุมการอ่านสัญญา จัดประเภทเงินได้ และคำนวณอัตราหักที่ถูกต้องพร้อมสิทธิตามอนุสัญญาที่ใช้ได้
ตรวจสอบกระแสการจ่ายเงินไปต่างประเทศทั้งระบบไม่มีค่าธรรมเนียมราชการ ยกเว้นค่าธรรมเนียมขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศบางแห่งตามที่เรียกเก็บจริง45,000–180,000 บาท ตามจำนวนประเทศคู่ค้าและประเภทเงินได้ที่เกี่ยวข้องได้แผนที่ธุรกรรมทั้งหมดพร้อมจุดที่หักภาษีผิดอัตราหรือขาดหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่
ยื่นขอคืนภาษีที่หักไว้เกินหรือยื่นเอกสารขอเครดิตภาษีไม่มีค่าธรรมเนียมยื่นคำร้อง35,000–90,000 บาทรวมการรวบรวมหนังสือรับรองการหักภาษี หนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ และติดตามเรื่องจนได้รับคืน
รับมือหนังสือเรียกและอุทธรณ์การประเมินเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมายหากมีการประเมินเพิ่ม70,000–280,000 บาท ตามความซับซ้อนของธุรกรรมและจำนวนปีที่ถูกตรวจต้นทุนลดลงมากเมื่อสัญญาและหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ครบตั้งแต่วันจ่ายเงิน

กรณีศึกษาย่อ

งานจริงที่สำนักงานเคยทำ (ไม่ระบุตัวบุคคล)

รายละเอียดถูกปรับให้ไม่ระบุตัวบุคคลตามหน้าที่รักษาความลับของทนายความ ผลของแต่ละคดีขึ้นกับข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่อง

ค่าบริการซอฟต์แวร์ที่ถูกหักภาษีเหมือนค่าสิทธิโดยไม่จำเป็น

สถานการณ์
บริษัทไทยหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าสมัครใช้งานแพลตฟอร์มต่างประเทศในอัตราค่าสิทธิมาหลายปี เพราะฝ่ายบัญชีเข้าใจว่าซอฟต์แวร์ทุกชนิดต้องหักแบบเดียวกัน
สิ่งที่เราทำ
เราอ่านเงื่อนไขการใช้งานพบว่าเป็นเพียงสิทธิเข้าถึงระบบผ่านเว็บโดยไม่มีการโอนสิทธิทำซ้ำหรือดัดแปลง จึงจัดประเภทใหม่เป็นค่าบริการและยื่นขอคืนภาษีส่วนต่างของปีที่ยังไม่ขาดอายุความ
ผลที่ได้
ได้รับคืนภาษีส่วนต่างของสองปีย้อนหลัง และปรับอัตราหักให้ถูกต้องตั้งแต่รอบถัดไป

ทีมวิศวกรต่างชาติเข้าติดตั้งเครื่องจักรจนใกล้เข้าเกณฑ์สถานประกอบการถาวร

สถานการณ์
บริษัทต่างประเทศส่งทีมวิศวกรเข้ามาติดตั้งและทดสอบเครื่องจักรต่อเนื่องหลายสัญญาย่อยในโครงการเดียวกัน โดยไม่มีใครนับรวมจำนวนวันสะสม
สิ่งที่เราทำ
เรารวมวันทำงานของทุกสัญญาย่อยเข้าด้วยกัน พบว่าใกล้แตะเกณฑ์ระยะเวลาตามอนุสัญญา จึงแนะนำให้ปรับกำหนดการงานที่เหลือและเตรียมแผนจดทะเบียนสาขาสำรองไว้
ผลที่ได้
ปรับกำหนดการจนไม่เกินเกณฑ์ระยะเวลา หลีกเลี่ยงการต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรทั้งโครงการในไทย

ข้อสัญญาการันตียอดสุทธิที่ไม่มีใครคำนวณผลกระทบไว้ก่อนเซ็น

สถานการณ์
บริษัทไทยตกลงจ่ายค่าที่ปรึกษาให้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศตามข้อสัญญาที่ระบุว่าต้องได้รับยอดสุทธิเต็มจำนวน โดยไม่มีใครคำนวณต้นทุนภาษีที่แท้จริงก่อนเซ็นสัญญา
สิ่งที่เราทำ
เราคำนวณฐานภาษีย้อนกลับจากยอดสุทธิเป็นยอดรวมก่อนหัก แสดงให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงเทียบกับงบประมาณเดิม และเจรจาปรับสูตรคำนวณในสัญญาฉบับต่ออายุ
ผลที่ได้
งบประมาณของโครงการถัดไปสะท้อนต้นทุนภาษีที่แท้จริงตั้งแต่ต้น ไม่มีการเกินงบระหว่างดำเนินโครงการ

เกณฑ์ตัดสินใจ

ควรเริ่มตอนไหน และตอนไหนที่รอได้

กำลังจะเซ็นสัญญาจ่ายเงินไปต่างประเทศครั้งแรกสำหรับรายการใหม่

ให้ตรวจประเภทเงินได้และอัตราหักก่อนเซ็น ไม่ใช่หลังใบแจ้งหนี้ใบแรกมาถึง เพราะแก้ไขสัญญาที่เซ็นแล้วยากกว่ามาก

ผู้รับเงินต่างประเทศส่งหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่มาช้ากว่ากำหนดโอนเงิน

หักภาษีในอัตราปกติไปก่อนแล้วยื่นขอคืนภายหลัง อย่าหักในอัตราลดโดยไม่มีเอกสารรองรับ

มีแผนส่งพนักงานหรือทีมงานต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยต่อเนื่องหลายเดือน

นับวันสะสมของทุกสัญญาที่เกี่ยวข้องกับโครงการเดียวกันรวมกันตั้งแต่ต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงสถานประกอบการถาวรล่วงหน้า

ธุรกรรมเป็นการซื้อสินค้าจากต่างประเทศแบบซื้อขายทั่วไปโดยไม่มีบริการแนบมา

ส่วนใหญ่ไม่เข้าข่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเพราะไม่ใช่เงินได้ประเภทที่กฎหมายกำหนด แต่ควรยืนยันว่าไม่มีองค์ประกอบบริการซ่อนอยู่ในราคาสินค้า

หากกำลังจะโอนเงินไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกสำหรับรายการใหม่ หรือเพิ่งพบว่าถูกหักภาษีไว้ในอัตราที่อาจไม่ถูกต้องมาหลายรอบบัญชี ให้เราตรวจสัญญาและกระแสการจ่ายเงินก่อนตัดสินใจ ค่าบริการเริ่มต้น 25,000 บาทต่อรายการ หรือ 45,000 บาทสำหรับการตรวจสอบกระแสการจ่ายเงินทั้งระบบ

สอบถามทีมงาน

FAQ

คำถามที่พบบ่อย

ขึ้นกับลักษณะบริการและอนุสัญญา หลายกรณีต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.36 ควบคู่ไปด้วย

ปรึกษา ภาษีหัก ณ ที่จ่ายข้ามประเทศและอนุสัญญาภาษีซ้อน

ติดต่อขอคำปรึกษาผ่าน LINE โทร หรืออีเมล — ประเมินขอบเขตงานและเสนอราคาก่อนเริ่ม

ติดต่อเรา
contact@tla.co.thจ.–ส. 9–18น.15 นาที